112 | Burma สัมผัสพม่าด้วยปลายจมูก

เมื่อไม่กี่วันมานี้ได้มีโอกาสเดินทางไปพม่า เหตุการณ์ตลอดการเดินทางมีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นตลอดเวลา เรารู้สึกดีใจที่มีเพื่อนร่วมเดินทางดี ชาวบ้านและผู้คนในเมืองต่างๆที่คอยต้อนรับจนแทบจะเอาพรมแดงปูเดิน ...จากประสบการณ์ดีๆและแนวคิดใหม่ๆที่ได้จากการเดินทางในครั้งนี้จะไม่มีวันลืม
การเดินทางครั้งนี้ก็เหมือนกับครั้งก่อนๆที่ผ่านๆมา เริ่มต้นจากประโยคสนทนาผ่านทางโปรแกรมแชทเพียงแค่ไม่กี่ตัวอักษร ก่อนการเดินทางล่วงหน้าเพียงแค่สามเดือนด้วยโปรโมชั่น 0 บาทของแอร์เอียเชียที่นั่งลุ้นจนตัวโก่งด้วยราคาไปกลับย่างกุ้งคนละ 1600 บาทโดยประมาณ
จากประโยคบอกเล่าต่างๆนาๆ ทั้งดีและไม่ดี เริ่มสะสมและวนเวียนไปมาอยู่ในหัว หลังจากที่ตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินได้เพียงไม่กี่วัน ซึ่งเอาจริงๆแล้ว " พม่า " ก็เป็นอีกชื่อสั้นๆที่หลายๆคนอาจจะเกิดความกลัวและเตือนด้วยความหวังดีถึงภัยอันตรายต่างๆนาๆ ซึ่งไม่ต่างจากเราถ้าหากมีคนรู้จักหรือใครสักคนที่กำลังเดินทางไปประเทศแห่งนี้
แต่ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรผมก็ยังเชื่อคำพูดสั้นๆของ Tony wheeler ที่ส่งเสียงผ่านระบบสัญญาณดิจิตอลทางช่อง National Geographic ของ Turevision ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาด้วยความบังเอิญก่อนการเดินทางครั้งนี้จะเกิดขึ้นที่ว่า " เราจะไม่สามารถเขียนเรื่องนั้นได้เลย ถ้าสิ่งนั้นไม่ติดอยู่ที่ปลายจมูก "
(ขอรวบรัดตัดตอนเป็นข้อๆแทนการเขียนแบบบรรยาย)
วันที่ 24 มิถุนายน 2553
เริ่มประชุมผ่านทางอีเมลเกี่ยวกับ สถานที่น่าสนใจ เส้นทางการเดินทางแบบคร่าวๆในรูปแบบต่างๆ

วันที่ 9 สิงหาคม 2553
เริ่มมีการประชุมสรุปแผนการเดินทางผ่าน google doc ก่อนการเดินทางเพียงไม่กี่วัน
วันที่ 12 สิงหาคม 2553 // วันเดินทาง

- ถึงสนามบินสุวรรณภูมิตอน 13.30 น. ทุกคนก็มาถึงตามที่นัดหมายไว้กันตอนเวลา 14.00 น.
- โดนัทชายหนุ่มผู้มาสายเพราะติดคุยงาน มาถึงตอน 15.30 น.
- เครื่องบินเลท 15 นาทีจากเวลาปกติ 16.35 น.
- เดินถึงเกท F1 ตอนเวลา 16.00 น.แต่ขึ้นเครื่องก่อนเวลาปิดเกท 1 นาที
- ทุกอย่างไปได้สวยยกเว้นสภาพอากาศระหว่างทางที่อย่างน้อยๆก็แลดูน่ารักกว่ารถเมลล์เขียวเยอะ
- ด้วยสภาพอากาศที่ไม่ค่อยสู้ดี แต่เราก็มาถึงสนามบินที่ย่างกุ้งก่อนเวลาอันควรถึง 10 นาที
- เวลาที่นี่ช้ากว่าไทย 30 นาที ดังนั้นเราใช้เวลาเดินทางเป็นเวลา 1.30 ชั่วโมงโดยประมาณ
- โชคดีที่เลือกทำ visa ที่สนามบิน เพราะทุกอย่างรวดเร็วเหมือนขึ้นทางด่วนแล้วปล่อยให้คนอื่นที่ทำ visa มาก่อนต้องทำตาระห้อยกับแถวที่ยาวเหยียด
- เอเจนซี่จากโรงแรม Mountain Top ที่อินแขวนเดินมาทักและให้บัตรที่พักตามที่ตกลงกันไว้ทาง Skype ก่อนวันเดินทางหนึ่งวัน พร้อมกับนำเงินสด $121 กลับไป
- พนักงานจาก Beaty Land II พาขึ้น Taxi ที่พาเราส่งตรงถึงโรงแรมด้วยราคา $4 (ถูกเกินคาด) // ปกติอยู่ที่ $6 - $8
- ที่พักราคา $21+$17=$38 สำหรับการจอง triple bed + double bed ล่วงหน้าสองวันพร้อมอาหารเช้า
- เดินออกจากที่พักแบบมั่วๆ กับบรรยกาศที่มืดๆ ชื้นๆ และฝนตกปรอยๆตลอดทาง จนท้ายสุดไปยืนหยุดอยู่ตรงหน้าร้านอาหารอินเดียแห่งนึงที่มีสูตรผัดหมี่พิศดาร ที่ใส่แมลงวันหัวเขียวตัวเป้งหนึ่งตัวกับมัสมั่นขาไก่กระดูกโตและเนื้อวัวนุ่นนิ่มอย่างละหนึ่ง ที่แลดูแล้วเหมือนเค้าจะไม่นิยมทำอาหารด้วยน้ำกระทิกัน
- น้ำอัดลมที่นี่ดูเหมือนจะมีอยู่ยี่ห้อเดียวคือ Star ที่รสชาติอาจจะเหมือนเอา Coke กับ Pepsi เทรวมกันสมดังชื่อ
- พนักงานประมาณ 3-5 คน แย่งดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี ซึ่งทั้งร้านมีพวกเรานั่งอยู่โต๊ะเดียว
- จะรู้สึกดีไหมนะ ที่มีคนอ้อมล้อมตลอดเวลากินข้าว
- ค่าเสียหายมื้อแรกที่ย่างกุ้งเป็นเงิน 7200 Kyat
- ระหว่างเดินทางกลับเริ่มรู้สึกถึงระบบการจำกัดสิทธิ์ใช้ไฟ ที่ทำให้บ้านเมืองเริ่มมืด
- สะพานลอยที่นี่อาจจะไม่นิยมใช้เดินข้าม แต่ผู้คนส่วนใหญ่คาดว่าจะนิยมมานั่งเป็นคู่ๆ
- เดินกลับถึงที่พักแบบมืดๆด้วยความตื่นเต้นตอนเวลา 22.00 น.
วันที่ 13 สิงหาคม 2553 // เป้าหมายคือยอดเขา Kyaikhtiyo แห่งรัฐ Mon (ขอปรับเป็นเวลาพม่า)
- ตื่นนอนตอนเวลา 6.00 น. แบบงัวเงียและร้อนเพราะที่นี่ตัดแอร์ตอนเที่ยงคืนจนเหลือแต่พัดลม
- ลงมาข้างล่างตอนเวลา 7.00 น. พร้อมอาการตื่นตะลึงกับอาหารเช้าที่โรงแรมจัดให้ถึงขนาดที่ว่าสามารถกินอิ่มไปได้อีกหลายวัน
- อาหารเช้ามี ข้าวเหนียวผสมเม็ดบัวขนาด 2 คนหนึ่งจานแบบพูนๆ ขนมปังปึกใหญ่ กล้วย น้ำส้ม น้ำชา และไข่ดาว
- สองสาวผู้ร่วมทริปที่กลับมาหลังจากการเดินสำรวจในตอนเช้า ก็ซื้อข้าวเหนียวที่แลดูแล้วน่าจะหนักประมาณครึ่งกิโลกรัมกลับมาด้วย
- สรุปมื้อแรกในวันนี้ถึงขั้นจุก และแอบจิ๊กใส่ถุงออกไปด้วย
- วันนี้เปลี่ยนแผนใหม่หมดทุกอย่าง จากตอนแรกที่จะไป Kyaikhtiyo ด้วยรถไฟ เปลี่ยนเป็นนั่งรถบัสแบบ Express แทน
- 7.30 น.รีบออกเดินทางไปแลกเงิน แต่ก็เช้าเกินไปสำหรับการแลกเงินที่ตึกซากุระ // เค้าบอกว่าเปิด 9.30 น.
- ตักบาตรด้วยถุงข้าวเหนียวและกล้วยสองใบที่แอบจิ๊กมาจากโรงแรม
- พวกเราเดินหาตัวแทนขายตั๋วจากคำบอกเล่าของพนักงานโรงแรมสักพักใหญ่
- ทุกครั้งที่ถามเรามักจะได้คำตอบกลับมาว่า " ฝนตก รถหยุดวิ่ง "
- ระหว่างทางเจอชายแปลกหน้า เสนอแลกเงินในราคางามตรงมุมตึก
- ส่งนัทกับโดนัทไปแลกเงินที่ไหนสักแห่งกับชายแปลกหน้าที่เสนอตัวว่าให้ราคางาม กับระยะทางที่ต้องเดินต่ออีก 2 กิโลเมตรด้วยเรทตลาดมืดที่ $1 = 1000 Kyat
- ท้ายสุดตกลงปลงใจไปตายเอาดาบหน้าที่ บขส. ซึ่งต้องนั่งรถ Taxi ออกจากตัวเมืองเป็นเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงด้วยราคา 5000 Kyat
- ในที่สุดโชคก็เข้าข้าง ได้ตั๋วรถบัส Win Express รอบ 11.00 น. ด้วยราคาคนละ 7000 Kyat
- อะไรที่อยู่ตามสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน ราคาสินค้ามักขึ้นตามความต้องการ
- ซาลาเปาลูกใหญ่อันละ 15บาท หรือ 500 Kyat
- ขนมถุงขนาดเล็กที่มีหน้าตาและรสชาติคล้ายคลึงกับกร๊อบกรอบบ้านเรา และคาดว่าคุณตังโออิชิไม่น่าจะมาลงทุนเปิดตลาดที่นี่ก็ยังมีราคาอยู่ที่ 6บาท หรือ 200 Kyat
- รถออกช้ากว่าปกติ 13 นาที ระหว่างทางฝนตกตลอดเวลา
- นั่งไปสักพักแอร์เริ่มไม่มีลม และพนักงานก็พยายามจะบอกด้วยภาษามือว่าจงเปิดหน้าต่างซะ
- ผมเริ่มพยายามเข้าใจว่าทำไมบริษัทรถทัวร์นี้ถึงชื่อ Win Express ...บางทีคำว่า Win อาจจะแผลงมาจากคำว่า Wind ก็เป็นได้
- ไปๆมาๆ ผมเริ่มคิดสรุปเอาเองว่า รถ VIP ที่นี่ดีกว่า ป.3 บ้านเราตรงที่มีทีวีเอลซีดีที่เปิดให้ดูละคร dvd9 ตลอดการเดินทาง
- ถึงแม้ละครจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ฮาหลอกหลอนตลอดทาง
- Win Express ของเรารับผู้โดยสารเพิ่มตลอดทาง เมื่อที่นั่งเต็มจะมีเก้าอี้เสริมตรงทางเดิน และตรงบริเวณหน้ารถคือตั๋วยืน
- ถึงแม้ว่าเราจะต่างกันด้วยภาษาแต่ชาวบ้านทุกคนมีน้ำใจ ยิ้มแย้ม และเป็นมิตรกว่าที่คิดไว้มาก
- ตลอดการเดินทางผมสังเกตได้อย่างหนึ่งคือ ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ถือปิ่นโตเป็นแฟชั่น
- และแล้วรถก็ขับผ่านป้ายเมือง Bago ตอนเวลา 12.30 น.
- ตอนเวลา 16.00 น. พวกเราก็ถึงท่ารถ Kyaikhtiyo // พึ่งรู้ว่าสถานีรถไฟอยู่ด้านหลังท่ารถ เจ๋งดี
- นั่งรถสองแถวไป Kimpun Camp ด้วยราคาที่รวมอยู่ในตั๋วรถบัสแล้ว
- ระหว่างทางกล้องคู่ใจได้สิ้นชีพอย่างเงียบๆ ด้วยอาการชัตเตอร์ค้างอย่างสงบ
- เมื่อถึง Kimpun Camp ปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อใกล้มืด ระหว่างทางขึ้นเขาจะไม่มีไฟและอันตราย
- ซวยซ้ำซ้อน เพราะฝนตกพาลไม่มีคนหาร
- ทุกอย่างเร่งรีบและต้องตัดสินใจจนเป็นเหตุทำให้ อาจจะต้องหมัดมือเหมารถหมู หรือจะรอรถเที่ยวสุดท้ายตอนเวลา 18.00 น. แล้วจะต้องเสี่ยงเดินขึ้นเขาแบบมืดๆ ในราคาเต็มหารด้วยจำนวนคน
- โชคดีเจอคนไทยที่เหมารถขึ้นเขาไว้ตอน 16.45 น. ด้วยคำพูดสั้นๆที่ว่า "เราเป็นคนไทยด้วยกันต้องช่วยเหลือกัน" ....ขอกราบขอบพระคุณจากใจจริงๆ
- มีลูกเจ้าของภูเขาติดรถไปด้วยแบบงงๆ
- นั่งรถขนหมู ขึ้นเขา ลงเขา เป็นเวลานานถึง ประมาณ 30 นาที
- ลงเดินขึ้นเขาอีก 1 ชั่วโมง ท่ามกลางสายหมอกและเมฆฝนตลอดทาง
- วันนี้ผิดแผนทุกอย่าง แต่ก็ยังดีที่เดินเท้าจนถึงยอดเขาก่อนมืดแบบวิดหวิว ตอนเวลา 18.15 น.
- Check in, พักผ่อน, กินข้าว และเตรียมพร้อมขึ้น Golden Rock ในวันรุ่งขึ้น
วันที่ 14 สิงหาคม 2553 // Golden Rock -> รถขนหมู -> นั่งรถเมลล์ -> Bago
- สภาพอากาศในเช้าวันนี้ถูกโอบกอดด้วยสายหมอกและละอองฝนตอนเวลา 5.00 น.
- ทุกอย่างสวยงามถึงแม้จะไม่มีแสงแดด
- 8.00 น. เดินกลับที่พักด้วยความอิ่มเอิบ
- 10.00 น. เริ่มต้นเดินเท้าลงเขาด้วยเวลาที่ไม่ต่างจากขึ้นเขาสักเท่าไหร่
- ที่นี่มีกฏว่าชาวพม่านั่งรถขนหมูขึ้นลงเขาได้ แต่ชาวต่างชาติต้องเดินเท่านั้น
- ถึงจุดรับส่งรถขนหมูเข้าเมืองตอนเวลา 11.00 น. ด้วยราคาคนละ 1500 Kyat (Kimpun Camp) + 500 Kyat (ป้ายรถเมลล์หรือท่ารถในเมือง)
- หลังจากลงรถขนหมู เหตุการณ์เริ่มชุลมุลเมื่อรถเมลล์เจ้าถิ่นแย่งลูกค้ากันด้วยราคาตั๋วเข้าเมือง Bago = 5000 Kyat
- เกิดปากเสียงกันขึ้นนิดหน่อยระหว่างเพื่อนร่วมทริปกับพนักงานรถเมลล์เกี่ยวกับราคาที่แพงเกินควร
- ท้ายสุดตกลงปลงใจด้วยราคาคนละ 3000 Kyat สำหรับรถเมลล์เปิดหน้าต่างติดพัดลมพร้อมที่นั่ง ที่มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว และเค้าจำใจต้องลุกให้ด้วยราคาตั๋วลมที่แพงกว่าตนแค่ 500 Kyat
- นั่งไปสักพักเริ่มรู้ว่า รถเมลล์ระหว่างเมืองนั่งสบายกว่ารถบัส Express อยู่หลายขุม
- รถวิ่งผ่านจุดตรวจคนเข้าเมือง และมีสิ่งเดียวที่เรารู้คือภาษามือ
- เกือบทุกคนลงจากรถเมลล์ และพนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็เดินขึ้นรถ
- คำพูดสั้นๆที่ได้ยินหลังจากที่ตรวจสอบเอกสารการเดินทางเสร็จก็คือคำว่า " สวัสดีครับ... มาเที่ยวเหรอครับ "
- การถ่ายรูปพนักงานรัฐคือสิ่งที่ต้องห้าม แต่เราก็ทำ
- ผ่านด่านตรวจอย่างปลอดภัยแบบเหว๋อๆ
- หลังจากนั้นรถเมลล์ก็เริ่มโยกเยกไปมาตามจังหวะพื้นผิวของถนนประกอบกับเสียเพลงเอมวีที่เปิดจากแผ่น dvd9
- เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ต้องลงรถแบบจำใจตอนเวลา 14.30 น.
- ช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่เท้าเหยียบลงพื้น พวกเราก็โดนรายล้อมไปด้วยพี่ๆวินสามล้อเทข้างที่เสนอราคามิตรภาพ คนละ 1000 Kyat
- ไม่ว่ารถเครื่องหรือเทข้างราคาก็เท่ากัน ....แต่ไม่ล่ะ เราจะเดิน
- สักพักมีเสียงสวรรณ์ลอยมาว่า จัดไปคนละ 500 Kyat มุ่งหน้าสู่ Mya Nada Hotel
- Bago เป็นเมืองเล็กๆอย่างที่คาดคิดเอาไว้ ไม่วุ่นวาย เรียบง่าย สงบ เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงศัทธา
- เมื่อส่งถึงที่หมายก็ถึงเวลาที่ต้องจ่ายเงิน ณ เวลานั้นทำให้เรารู้ว่า 500 Kyat เป็นเงินที่มากมายขนาดนี้เลยหรือ...
- เดินขึ้นไปชั้นสองของโรงแรมเพื่อเปิดห้อง 3 ห้องในราคาที่ถูกว่า 2 ห้อง พร้อมไม่เอาอาหารเช้าในราคา $27
- อาน้อย บุคคลผู้ลือชื่อในวงการอินเตอร์เน็ต เดินเข้ามาเสนอแพคเกจเที่ยวทั่วเมืองแบบมีทริค
- ด้วยเสียงส่วนใหญ่เลยตกลงไปกับอาน้อย หม่องผู้ไม่ชอบรัฐเข้าเส้นด้วยราคาคนละ $7
- อาน้อยพาไปทานข้าวพื้นเมืองที่แลดูเหมือนจะสนิทชิดเชื้อกันมานาน
- อาหารอร่อยมาก โดยเฉพาะเนื้อแพะ
- อ้อ... ที่พม่าเค้าไม่ขายข้าวเปล่านะ เค้าแถมถ้าสั่งกับข้าวมากิน
- อาน้อยเล่าเรื่องต่างๆนาๆ พร้อมทั้งบอกว่าอีกไม่เกิน 5 วันเมืองนี้น้ำท้วม
- เค้าเล่าต่อว่า เมื่อไม่กี่ปีนี้พายุเข้า สะพานขาด คนตายเยอะแยะ แต่รัฐไม่ช่วยอะไรเลย
- เราคุยเรื่องต่างๆนาๆตลอดทาง จนทำให้เรารู้ว่าอาน้อยก็ไม่ใช่คนเลวอะไร
- การเดินทางครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า อย่าพึ่งสรุปตัดสินคนอื่นด้วยคำพูดปากต่อปาก แป้นพิมพ์ต่อแป้นพิมพ์
- ตลอดการเดินทาง อาน้อยทำให้เรารู้อะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับคนพม่า เสมือนอยู่มาแล้วหลายสิบเดือน
- ที่นี่เราสามารถสังเกตฐานะได้จากการมีไฟฟ้าใช้ ยิ่งถ้ามีเครื่องปั่นไฟคือโคตรรวย
- พยายามสรุปและพยายามเข้าใจว่าค่าครองชีพที่นี่น่าจะต่ำ เพราะสังเกตได้จากขอทาน และพระจำนวนมาก
- ระหว่างทาง โชคดีเจอเทศกาลลอยกระทงของอินเดียอย่างบังเอิญ
- ทุกอย่าง ณ เวลานี้เหมือนกำลังถ่ายหนังสารคดีกันแบบสดๆ
- แอบนึกเสียใจ กล้องไม่น่ารีบจากไปก่อนเวลาอันควร
- ตกดึกเดินไปลองร้านอาหารใกล้ๆ ที่ปิดป้ายเปิปพิศดารจากประเทศไทยใหญ่เป้ง
- แค่เดินเข้าไปก็แทบตกใจ พนักงานเป็นสิบรุมล้อมให้บริการกันที่เต็ม
- หลังจากกินข้าวเสร็จก็นั่งมองหน้ากัน ...มันพิศดารยังไงวะ
- จ่ายค่าพิศดารมื้อนี้ไปด้วยราคา $15.5 กับอีก 500 Kyat จากก้นกระเป๋ากองกลาง
- ทุกๆอย่างในวันนี้จบลงด้วยความสุขแบบสุดๆ
วันที่ 15 สิงหาคม 2553 // ตรงดิ่งสู่ Yangon ด้วยรถไฟ Express
- วันนี้ตื่น 7.00 น. แบบงงๆด้วยคำถามที่ว่าเมืองนี้ไม่คิดตัดไฟกันหรือยังไง
- ทุกคนพร้อมใจตรงดิ่งไปยังตลาดที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อหวังจะยัดอะไรสักอย่างลงท้องในยามเช้า
- ระหว่างทางเจอหมองูชาวพม่าที่แลดูแล้วลีลาเยอะกว่างูซะอีก
- อดทนยืนดูอยู่ตั้งนาน งูไม่ยอมออกมาสักที เลยตัดสินใจเดินจากไปด้วยความหิว
- 8.00 น. เข้าไปแล้วก็ยังไม่มีร้านอาหารเปิด
- เจอหม่องใจดีหน้าร้านกาแฟ ตรงเชิงสะพานไม้ชั่วคราวที่สร้างขึ้นหลังจากพายุถล่ม
- โชคดีที่เค้าพอจะพูดไทยได้นิดหน่อย และ อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นานจึงสรุปได้ว่าภาษาอังกฤษก็จะนิดหน่อยด้วย
- ในเมื่อพอพูดได้เลยยิงคำถามตามหาร้านอาหารใน lonely planet ทันที
- ท้ายสุดสื่อสารกันได้ความ พี่หม่องรีบพาไปยังหน้าร้านนั้นทันที ...แต่ก็ยังเช้าเกินไปสำหรับที่นี่
- ด้วยอภิสิทธิ์หรืออะไรก็แล้วแต่ พี่หม่องคนนี้เปิดประตูร้านและดูท่าจะให้เจ๊ชาวจีน-พม่า เปิดร้านทันที
- เข้าไปนั่งในร้านแบบ อ้ำๆ อึ้งๆ กันทั้งสองฝ่าย ....เมื่อนี้ตูจะได้กินไหมนะ
- ด้วยงบประมาณที่จำกัดแทบจะทำอะไรกันไม่ได้ กับการสื่อสารที่สลับภาษามือ จึงตกลงปลงใจสั่งข้าวผัด กับไก่ทอดในราคา 5400 Kyat มาแบ่งกัน
- พี่หม่องชวนคุยได้ใจความว่า เขาเคยไปอยู่เมืองไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว
- คุยรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เฮฮากันไปทั้งเจ๊ ทั้งหม่อง ทั้งลูกสาว (น่ารักดี)
- ทุกๆอย่างที่เคยฟังๆมาเกี่ยวกับพม่า ในตอนนี้ไม่ได้เป็นไปตามคำบอกเล่าอีกแล้ว
- นัดกับอาน้อยตอนเวลา 10.00 น. ด้วยสามล้อเครื่องไปยังวัดที่มีพระสงฆ์เกือบ 1000 รูป ในราคาเหมา $4
- วัดนี้นักท่องเที่ยวเยอะมาก และสิ่งที่พวกเรากระทำหรือกำลังจะกระทำอยู่นั้น ล้วนส่งเสริมให้สถานที่แห่งนี้ดูเสมือนสวนสัตว์ในพริบตา
- อาน้อยบอกว่าเคยบวชอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว และจะพาไปหาเพื่อนของเขาที่เป็นอาจารย์ให้รู้จัก
- กุฏิและที่ประชุมสงฆ์คือสิ่งต้องห้ามสำหรับทุกคน ...แต่เราก็ทำไปแล้ว
- ภาพทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ต่อหน้า ณ ขณะนั้นไม่สามารถหาคำอะไรมาเปรียบเปรยได้ ...อยากถ่ายรูปว่ะ
- หลังจากนั้นพวกเราเดินทางไปยังสถานีรถไฟ Bago ด้วยสามล้อเครื่องคันเดิมเป็นเวลา 10 นาที
- ซื้อตั๋วรถไฟแบบ Express ไป Yangon แบบไม่จอดสถานีอะไรเลยด้วยราคานักท่องเที่ยวคนละ $3 พร้อมเลขที่นั่ง
- ได้ข่าวมาว่านักท่องเที่ยวจะขึ้นได้เฉพาะบางขบวนเท่านั้น
- สถานที่แห่งนี้ก็ห้ามถ่ายรูปเช่นกัน ...แต่เราก็ทำไปแล้ว
- เจ้าหน้าที่บอกว่ารถไฟจะมาช้ากว่าปกติ 10 นาที จากเวลาปกติ 12.50 น.
- เลท 10 นาทีก็คือ 10 นาทีจริงๆ บ่ายโมงตรงรถไฟเข้าชานชาลา
- รถไฟ Express ของเค้าก็ไม่ต่างอะไรกับรถไฟชั้น 3 ของบ้านเรา แถมดีกว่าตรงที่ถึงที่หมายปลายทางตรงตามเวลา
- วิวระหว่างทาง มีแต่ทุ่งสีเขียว สีเขียว และสีเขียว ตัดสลับนานๆทีกับวัดสีทองเหลืองอร่าม
- สิ่งที่น่าสนุกที่สุดจนแทบหลับไม่ลงคือการนั่งทายจังหวะหลุมใต้ทางรถไฟ
- ยังไม่ทันจะหลับ รถไฟก็พาเรามาถึงสถานี Yangon ตอนเวลา 15.00 น.
- เดินเท้าดุ่มๆตามหม่องเพื่อหาทางออก
- คืนนี้เราพักกันที่ Panorama Hotel ที่อยู่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟ ตามคำบอกเล่าของคนไทยที่นั่งคุยกันระหว่างอยู่บนเครื่องบิน
- เปิดห้อง Triple bed + double bed ชั้น 8 ในราคา $45 + $35 - $10 = $70
- เพราะวันนี้เป็นวันหยุด สรุปตลอดทริปไม่เคยไปแลกเงินที่ตึกซากุระเลย
- เดินไปแลกเงินที่เก่า แต่ด้วยเพราะเหตุผลอะไรบางอย่างเกี่ยวกับท่าเรือ เราจึงได้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ $1 = 900 Kyat
- 1500 Kyat สำหรับเดินทางไป Shwedagon Paya ด้วย Taxi ตอนเวลาประมาณ 17.00 น.
- ค่าบัตรเข้าและถ่ายรูปคิดเหมารวมกัน ตกคนละ $5 แต่ถ้าจ่ายเป็น Kyat จะอยู่ที่ 6000 Kyat ด้วยเหตุค่าธรรมเนียมอะไรสักอย่าง
- ที่นี่สวยงามมาก งามจริงๆ
- พวกเรานั่งปักหลักกันอยู่ที่นี่จนเกือบๆ 21.00 น. ...นานซะจนได้รู้จักกับศิลปินชาวพม่าที่บินตรงไปขายงานศิลปะในไทยย่านประตูน้ำ
- นั่งคุยกันถูกคอจนเค้าเอ่ยปากว่า ถ้ามีโอกาสหน้าจะพาไปเที่ยว
- พอวัดปิด วงก็แตก บรรยากาศดีๆ ยังคงอยู่เหมือนเดิม
- เอ่อ... ลืมบอกไปว่ากล้องพังอีกตัว
- นั่งรถ Taxi ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ไปยังร้านอาหารญี่ปุ่นที่ชื่อ YAKINIKU ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากโรงแรมสองบล็อค ด้วยราคา 1500 Kyat จาก 2000 Kyat
- ร้านที่นี่เตาก็คล้ายๆล็อคโฮมบ้านเรา แต่ต่างกันตรงที่มีพ่อครัวชาวพม่าเป็นคนยืนผัดเนื้อให้
- แอบเห็นเจ้าของร้านที่นี่เป็นชาวญี่ปุ่น
- อร่อยมาก เนื้อหมักได้ที่ ทุกอย่างลงตัว และไฮไลท์เด็ดของที่นี่คือเนื้อแพะ ที่กินแล้วสามารถบินรอบโลกได้ถึงสามรอบใน 1 นาที
- ค่าเสียหายมื้อนี้หมดไป 21600 Kyat
- กลับที่พักด้วย Taxi ในราคา 1000 Kyat
วันที่ 16 สิงหาคม 2553 // เดินรอบเมือง และเทพทันใจ
- วันนี้ก็ตื่นแต่เช้าอีกเช่นเคยตอนเวลา 7.00 น.
- อาหารเช้าของโรงแรมที่นี่ดีมากๆ มีเยอะหลายอย่างจนแทบกินไม่หมด
- ไฮไลท์ของอาหารเช้าที่นี่คงจะเป็น โมหิงก้า ...เกี๋ยวเตี๋ยวเส้นเล็กหยิกหยอยใส่ปลาและเครื่องเทศอื่นๆตามฉบับพม่าแท้ๆ
- 9.00 น. เริ่มออกเดินทางไปวัดโบตาทาว วัดเทพทันใจอันลือชื่อด้วย Taxi ในราคา 1500 Kyat
- รู้สึกเริ่มชอบเรื่อง Taxi ที่จะไปไหนก็ 1000-1500 Kyat
- ค่าเข้าก็อยู่ที่ $2 ค่าถ่ายรูป $1 แถมบริการเฝ้ารองเท้าให้ฟรี
- ของไหว้เทพทันใจ ราคาจะอยู่ที่ 3000 Kyat
- หลังจากนั้นก็ บลา บลา บลา ฯล ฯ
- กิจกรรมส่วนใหญ่ในวันนี้คือเดินสำรวจเมืองและซื้อของซะส่วนใหญ่
วันที่ 17 สิงหาคม 2553 // นั่งเครื่องบินไปทำงาน
- ทุกท่านสามารถเข้าไปชมภาพอันน้อยนิดของผมได้ที่ : Flickr










